IAC Acousticsประเทศไทย · ตั้งแต่ปี 2552

ฉนวนกันเสียง กับ แผ่นกันเสียง ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหน

ปรับปรุงล่าสุด 2026-08-15 · Acoustic insulation versus soundproofing barrier — absorption and transmission

คำตอบโดยสรุป

ฉนวนกันเสียงกับแผ่นกันเสียงทำหน้าที่คนละอย่างและใช้แทนกันไม่ได้ ฉนวนกันเสียง เช่น ใยแก้วและใยหิน เป็นวัสดุพรุนน้ำหนักเบา ทำหน้าที่ซับเสียงเพื่อลดเสียงก้องภายในห้อง ส่วนแผ่นกันเสียงหรือ MLV เช่น BlastBlock BB830 มีมวลประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ที่ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ทำหน้าที่เพิ่มมวลเพื่อกั้นเสียงไม่ให้ผ่านไปอีกห้อง ในผนังจริงควรใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน คือใส่ฉนวนไว้ในโพรงผนังและติดแผ่นกันเสียงเป็นชั้นกั้น

คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “ใช้อะไรดี” แต่คือ “กำลังแก้ปัญหาอะไร”

งานอะคูสติกในอาคารมีปัญหาสองแบบที่คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง แบบแรกคือเสียงจากภายนอกห้องเข้ามารบกวน หรือเสียงจากในห้องเล็ดลอดออกไป ซึ่งเป็นปัญหาการส่งผ่านเสียง (sound transmission) แบบที่สองคือเสียงภายในห้องเดียวกันสะท้อนไปมาจนก้อง ฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งเป็นปัญหาเสียงก้อง (reverberation) วัสดุที่ใช้แก้สองปัญหานี้เป็นคนละชนิดกัน และนี่คือต้นตอของความสับสนระหว่างคำว่าฉนวนกันเสียงกับแผ่นกันเสียง

ในภาษาไทยคำว่า “กันเสียง” ถูกใช้กับวัสดุทั้งสองกลุ่ม ทั้งที่หน้าที่ต่างกันคนละขั้ว ผลคือมีคนจำนวนมากซื้อฉนวนใยแก้วมาติดผนังเพื่อหวังให้ไม่ได้ยินเสียงเพื่อนบ้าน แล้วพบว่าเสียงแทบไม่ลดลงเลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของฉนวน แต่อยู่ที่วัสดุนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาทำงานนั้นตั้งแต่ต้น

ฉนวนกันเสียง คือวัสดุซับเสียง

ฉนวนกันเสียงที่ใช้กันทั่วไปคือฉนวนใยแก้ว (glass wool) ฉนวนใยหิน (rock wool) แผ่นซับเสียงโพลีเอสเตอร์ และโฟมอะคูสติก ทั้งหมดเป็นวัสดุพรุน มีโพรงอากาศเชื่อมต่อกันจำนวนมาก เมื่อคลื่นเสียงเดินทางเข้าไปในเนื้อวัสดุ อากาศในโพรงจะเสียดสีกับเส้นใย พลังงานเสียงส่วนหนึ่งจึงเปลี่ยนเป็นความร้อนและหายไป กลไกนี้เรียกว่าการดูดซับเสียง

สิ่งที่การดูดซับเสียงทำได้คือลดพลังงานเสียงที่สะท้อนกลับเข้ามาในห้อง ห้องประชุมที่พูดแล้วก้อง ร้านอาหารที่เสียงคุยกลบกันจนต้องตะโกน หรือห้องโฮมเธียเตอร์ที่เสียงไม่คมชัด เป็นปัญหาที่แก้ด้วยวัสดุซับเสียงได้ตรงจุด ค่าที่ใช้ระบุความสามารถคือ NRC หรือสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียง

สิ่งที่การดูดซับเสียงทำไม่ได้คือหยุดเสียงไม่ให้ผ่านผนังไปอีกห้อง เพราะวัสดุพรุนมีมวลต่อพื้นที่น้อยมาก โดยทั่วไปเพียงไม่กี่กิโลกรัมต่อตารางเมตรและเต็มไปด้วยอากาศ ซึ่งเป็นตรงข้ามกับสิ่งที่การกั้นเสียงต้องการ

แผ่นกันเสียง MLV คือวัสดุกั้นเสียง

แผ่นกันเสียงแบบ MLV (Mass Loaded Vinyl) ทำงานด้วยหลักการตรงกันข้าม คือใช้มวล ตามกฎมวล (mass law) ทุกครั้งที่มวลต่อพื้นที่ของผนังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ค่าการลดเสียงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 6 เดซิเบล วัสดุที่หนักและหนาแน่นจึงสั่นตอบสนองต่อคลื่นเสียงได้น้อยกว่า และส่งพลังงานเสียงต่อไปอีกด้านได้น้อยกว่า

แผ่น BlastBlock BB830 ที่มีสต็อกในกรุงเทพฯ ให้มวลประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ที่ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ตามเอกสารของผู้ผลิต อ้างอิง BB830/20/v2 เป็นค่าโดยประมาณ เนื่องจากเป็นแผ่นรีดขึ้นรูปจึงมีความคลาดเคลื่อนตามกระบวนการผลิตประมาณ ±10 เปอร์เซ็นต์ต่อม้วน จุดสำคัญคือมวล ไม่ใช่ความหนา — ความหนา 3 มิลลิเมตรเป็นเพียงผลพลอยได้ของการอัดมวลเท่านั้น

ค่า STC ของตัววัสดุเดี่ยวอยู่ที่ 32 ที่ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร และ 19 ที่ความหนา 1 มิลลิเมตร ตามเอกสารของผู้ผลิต ซึ่งเป็นค่าห้องปฏิบัติการ ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าของวัสดุ ไม่ใช่ค่าของผนังที่ติดตั้งแล้ว

ตารางเปรียบเทียบ

ความแตกต่างระหว่างฉนวนกันเสียง (ซับเสียง) และแผ่นกันเสียง MLV (กั้นเสียง)
หัวข้อฉนวนกันเสียง — วัสดุซับเสียงแผ่นกันเสียง MLV — วัสดุกั้นเสียง
หน้าที่ลดเสียงสะท้อนและเสียงก้องภายในห้องเดียวกันลดเสียงที่ส่งผ่านจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง
หลักการความพรุน อากาศเสียดสีกับเส้นใยแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนมวลต่อพื้นที่ ตามกฎมวล (mass law)
วัสดุตัวอย่างใยแก้ว ใยหิน (rock wool) โฟมอะคูสติก แผ่นโพลีเอสเตอร์แผ่น MLV เช่น BlastBlock BB830
ค่าที่ใช้วัดNRC และสัมประสิทธิ์การดูดซับ (α)STC, Rw และค่า transmission loss
มวลต่อพื้นที่เบามาก เต็มไปด้วยอากาศประมาณ 5 กก./ตร.ม. ที่ความหนาประมาณ 3 มม.
ตำแหน่งติดตั้งในโพรงผนัง หรือบนผิวห้องด้านที่ต้องการลดเสียงก้องเป็นชั้นต่อเนื่องภายในโครงสร้างผนัง พื้น หรือฝ้า
ใช้แก้ปัญหาเสียงจากเพื่อนบ้านไม่ได้ด้วยตัวเองได้ หากซีลรอยต่อครบทุกจุด
ใช้แก้ปัญหาห้องก้องได้ นี่คืองานหลักของมันไม่ได้
กินพื้นที่มาก โดยทั่วไป 50–100 มม.น้อย ประมาณ 3 มม.

ทั้งสองอย่างทำงานร่วมกัน ไม่ได้แข่งกัน

ในผนังจริง ฉนวนกับแผ่นกันเสียงอยู่คนละตำแหน่งและทำคนละหน้าที่ ฉนวนใส่ไว้ในโพรงระหว่างโครงคร่าว เพื่อลดการสะท้อนไปมาของเสียงภายในโพรงอากาศ ซึ่งช่วยลดการสั่นพ้องของโพรง (cavity resonance) ที่ทำให้ผนังกลายเป็นลำโพงขนาดใหญ่ ส่วนแผ่น MLV ติดเป็นชั้นต่อเนื่องระหว่างโครงคร่าวกับแผ่นยิปซัม เพื่อเพิ่มมวลให้ทั้งระบบ

ลำดับชั้นของผนังเบาที่ทำงานได้จริง เรียงจากด้านที่มีเสียงดังเข้าไป

  1. แผ่นยิปซัมด้านที่รับเสียง
  2. โครงคร่าว โดยมีฉนวนใยแก้วหรือใยหินใส่เต็มโพรง
  3. แผ่นกันเสียง MLV ปูต่อเนื่อง ซ้อนรอยต่อและปิดรอยต่อด้วยเทปหรือซีลแลนท์
  4. แผ่นยิปซัมชั้นนอก ยิ่งหนาและยิ่งหลายชั้นยิ่งดี
  5. ซีลรอบขอบผนังทุกด้าน ทั้งพื้น ฝ้า และรอยต่อกับผนังข้าง

ผลของการทำครบทั้งชุดต่างกันมาก ผนังเบากรุยิปซัมสองด้านธรรมดาอยู่ที่ประมาณ STC 33 การเพิ่มแผ่น MLV เข้าไปทำให้ขึ้นไปถึง STC 51 และโครงสร้างผนังสองชั้นพร้อมช่องอากาศและฉนวนในโพรงสามารถไปได้ถึง STC 68 ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าห้องปฏิบัติการ หน้างานจริงมักได้ต่ำกว่าประมาณ 5 ถึง 10 เดซิเบล ขึ้นอยู่กับคุณภาพการติดตั้งและทางลัดของเสียงที่เหลืออยู่

เมื่อไรที่แผ่นกันเสียงไม่ใช่คำตอบ

มีหลายสถานการณ์ที่การซื้อแผ่น MLV เป็นการใช้เงินผิดที่ และควรพูดให้ชัดก่อนตัดสินใจ

  • ปัญหาคือห้องก้อง เสียงพูดไม่ชัด หรือเสียงในห้องประชุมกลบกัน — กรณีนี้ต้องการวัสดุซับเสียง ไม่ใช่แผ่นกันเสียง
  • ผนังเดิมเป็นคอนกรีตหรือก่ออิฐฉาบปูนที่หนาอยู่แล้ว — ผนังแบบนี้มีมวลหลายร้อยกิโลกรัมต่อตารางเมตร การเพิ่มอีกประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตรจึงแทบไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ ควรตรวจหาทางลัดของเสียงก่อน
  • เสียงเข้ามาทางประตู หน้าต่าง ช่องแอร์ หรือช่องท่อ — ปิดจุดที่อ่อนที่สุดก่อนเสมอ เสียงเดินทางผ่านจุดที่อ่อนที่สุด ไม่ใช่ผ่านพื้นที่ที่กว้างที่สุด
  • เสียงเดินทางอ้อมไปตามโครงสร้าง (flanking) เช่น ผ่านพื้นและคานไปโผล่อีกห้อง — เพิ่มมวลที่ผนังไม่ได้ตัดเส้นทางนั้น
  • ต้องการปูทับผนังโดยไม่ซีลรอยต่อและไม่ปิดช่องปลั๊กไฟ — ผลที่ได้จะต่ำกว่าที่คาดมาก และมักไม่คุ้มค่าวัสดุ
  • ปัญหาคือเสียงกระแทกจากฝีเท้าชั้นบน — ต้องแก้ด้วยระบบพื้นลอยหรือแผ่นรองลดเสียงกระแทกเป็นหลัก แผ่นกันเสียงช่วยได้เพียงบางส่วน

สรุป

ฉนวนกันเสียงคือวัสดุซับเสียง ใช้จัดการเสียงภายในห้อง แผ่นกันเสียง MLV คือวัสดุกั้นเสียง ใช้จัดการเสียงระหว่างห้อง ถ้าปัญหาคือเพื่อนบ้าน คำตอบคือมวลบวกการซีล ถ้าปัญหาคือห้องก้อง คำตอบคือการดูดซับ และถ้าเป็นงานผนังกั้นห้องที่ทำครั้งเดียวให้จบ คำตอบคือใช้ทั้งสองอย่างในตำแหน่งของมัน คือฉนวนอยู่ในโพรงผนัง และแผ่นกันเสียงเป็นชั้นกั้นที่ต่อเนื่องและปิดรอยต่อครบ

คำถามที่พบบ่อย

ฉนวนกันเสียงกับแผ่นกันเสียง ต่างกันอย่างไร
ฉนวนกันเสียงเป็นวัสดุพรุนน้ำหนักเบา เช่น ใยแก้วและใยหิน ทำหน้าที่ซับเสียงเพื่อลดเสียงก้องภายในห้อง ส่วนแผ่นกันเสียง MLV เป็นวัสดุที่มีมวลสูง ทำหน้าที่กั้นเสียงไม่ให้ส่งผ่านไปอีกห้อง ใช้แทนกันไม่ได้เพราะทำงานคนละหลักการ
ใช้ฉนวนใยแก้วอย่างเดียวกันเสียงเพื่อนบ้านได้ไหม
ไม่ได้ ใยแก้วแทบไม่เพิ่มมวลให้ผนัง จึงไม่ได้เพิ่มความสามารถในการกั้นเสียงอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ได้คือเสียงในห้องของคุณเองก้องน้อยลง หากปัญหาคือเสียงจากอีกห้อง ต้องเพิ่มมวลให้ผนังและซีลรอยต่อทุกจุด
ถ้าใส่ฉนวนในผนังอยู่แล้ว ยังต้องใช้แผ่นกันเสียงอีกไหม
ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ฉนวนในโพรงผนังช่วยลดการสั่นพ้องภายในโพรงและทำให้ระบบดีขึ้นจริง แต่ไม่ได้เพิ่มมวลให้ผนัง ถ้าต้องการค่าการกั้นเสียงที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน การเพิ่มชั้นมวลเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในความหนาที่จำกัด
ใส่ฉนวนหนาขึ้นแทนการใช้แผ่นกันเสียงได้ไหม
ไม่ได้ผลเท่าที่คาด การเพิ่มความหนาของฉนวนในโพรงช่วยได้ในระดับหนึ่งแล้วจะอิ่มตัว เพราะสิ่งที่จำกัดค่าการกั้นเสียงคือมวลของแผ่นปิดผิวและความแน่นหนาของรอยต่อ ไม่ใช่ปริมาณฉนวนในโพรง
แผ่นกันเสียง MLV หนาแค่ 3 มม. จะกันเสียงได้จริงหรือ
สิ่งที่กั้นเสียงคือมวล ไม่ใช่ความหนา BlastBlock BB830 ให้มวลประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ที่ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ตามเอกสารของผู้ผลิต ซึ่งเป็นมวลที่มากเมื่อเทียบกับความหนา และเป็นเหตุผลที่ใช้ได้ในงานที่พื้นที่มีจำกัด
ต้องใช้ทั้งฉนวนและแผ่นกันเสียงเสมอไหม
ไม่เสมอไป ถ้าเป็นการปูทับผนังเดิมที่รื้อไม่ได้ ก็ใช้แผ่นกันเสียงร่วมกับการซีลรอยต่อเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นงานผนังใหม่หรือรื้อทำใหม่ การใส่ฉนวนในโพรงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะทำได้ตอนที่ผนังยังเปิดอยู่

อ่านต่อ

ต้องการคำแนะนำเฉพาะงานของคุณ

ส่งรายละเอียดโครงสร้างผนังและลักษณะเสียงที่รบกวนมาได้ เรามีสต็อกในกรุงเทพฯ จัดส่งภายใน 1 วันทำการหลังชำระเงิน

ขอคำแนะนำ / ขอใบเสนอราคา